5 เหตุผล ผีแดง คัมแบ็ค คืนฟอร์ม จนแฟนบอลเฮ

ผีแดง คัมแบ็ค เป็นระยะเวลา 7 นัดติดต่อกันแล้วนะครับ ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เก็บชัยชนะได้ทั้งหมด และนักเตะแทบทุกคนก็เล่นกันได้อย่างไฉไล สิ่งที่เป็นคำถามสำหรับแฟนบอลคือมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้

ผีแดง คัมแบ็ค

นับตั้งแต่ โชเซ่ มูรินโญ่ ออกไป แล้วเอากุนซือโลว์โพรไฟล์อย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามา วันนี้ผมได้วิเคราะห์และหยิบยก 5 ประเด็นใหญ่ๆ ที่มองว่าเป็นสาเหตุให้พวกเขากลับมาแข็งแกร่งสมกับเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกหนึ่งครั้ง ดังนี้

 

1.โอเล่ กุนนาร์ โซลขา

 

ปฏิเสธไม่ได้แน่นอนว่ากุนซือชาวนอร์เวย์ คือบุคคลที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาเล่นได้ดีอีกหนึ่งครั้งอย่างแท้จริง อดีตซูเปอร์ซับของทีม ยุคสมัย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รู้ซึ้งดีว่าทีมจะต้องเล่นแบบไหน และสิ่งไหนเองที่เหมาะกับทรัพยากรของที่ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเรื่องของแท็กติกและรูปแบบการเล่น เราจะไปว่ากันในข้อต่อๆ ไป แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้รอยยิ้มของเหล่า เร้ด อาร์มี่

ทั้งในและนอกสนามกลับมาอีกครั้ง นั่นคือความเป็น โซลชา นี่แหละ แน่นอนว่าการที่คุณเป็นตำนาน คุณจะได้พบการต้อนรับที่ดีจากบุคลากรและพนักงานในสโมสร รวมถึงแฟนบอลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ โซลชา เหนือกว่าคนอื่นๆ คือความเป็นกันเอง วันแรกที่เขาก้าวเข้าสู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออฟฟิซ

แทนที่เขาจะก้าวเข้ามาอย่างภาคภูมิ เดินตรงขึ้นไปห้องทำงานตัวเองปกติ แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพิ่มเติมคือการที่เขาได้ซื้อช็อคโกแล็ต มาฝากพนักงานต้อนรับอย่าง แคธ ฟิปป์ส วัย 50 ปี ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่เขายังคงเป็นนักเตะ เพียงแค่นี้เขาก็ได้ใจทุกๆ คนไปแล้วหนึ่งขั้น ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มคุมซ้อมเลยด้วยซ้ำ

หลังจากนั้น ด้วยคาแร็คเตอร์ความเป็นกันเองกับทุกๆ คน รวมถึงนักเตะ ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นวัยรุ่น ด้วยสภาพยุคสมัยที่เปลี่ยนไป นักเตะแต่ละคนไม่ได้เดินทางเข้ามาเพื่อเตะฟุตบอลอย่างเดียวเหมือนสมัยก่อนๆ โลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งนักเตะของ “ปีศาจแดง” ก็คน จะให้ไปก้มหน้าก้มตาเล่นแต่ฟุตบอล ไม่สนใจโลกภายนอก มันก็ไม่ใช่

โซลชา รู้ดีว่านักเตะเจ็นวาย (Gen Y) ในทีมนั้นมีเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ปอล ป็อกบา, เจสซี่ ลินการ์ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด, โรเมลู ลูกากู, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, เอริค ไบยี่, ลุค ชอว์ หรือแม้แต่จะเป็นพวกเจ็นเอ็กซ์ นักเตะซีเนียร์ในทีม พวกเขาก็เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม เหมือนกับเราๆ ที่เกิดมาด้วยการไม่มีสมาร์ทโฟน แต่ปัจจุบันเราก็พึ่งมันในการดำรงชีวิต เจ้าตัวรู้ดีว่าสิ่งแวดล้อมต่างๆ มันเปลี่ยนไป

การจะเข้าถึงนักเตะในทีม ความเก่งอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องใช้ใจแลกใจด้วย นั่นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุว่าทำไมปัจจุบัน บรรดากุนซืออายุหลัก 40 ปี มักจะมีผลงานการคุมทีมที่ดีกว่ากุนซือมากประสบการณ์ชื่อดังที่ประสบความสำเร็จมามากมายก่อนหน้านี้ การคุมทีมอย่างเป็นกันเอง ถอดหัวโขนที่ชื่อว่าเจ้านายกับลูกน้องออกไป เพียงแค่นั้น ก็ทำให้นักเตะมีความสุขแล้ว

 

2.ความสุขบนสนาม

 

 

ขอยืนยันอีกครั้งว่าผลงานที่ย่ำแย่ของทีมนับตั้งแต่ปรีซีซั่น มาจนถึงก่อนหน้านี้ของ โชเซ่ มูรินโญ่ มันไม่ใช่การเล่นไล่โค้ชอย่างแน่นอน แม้ว่ากับทีมอื่นๆ กุนซือคนอื่นๆ อาจจะมีการเล่นไล่โค้ชจริงๆ เกิดขึ้น ซึ่งผมไม่รู้ แต่ยืนยันได้ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดนี้ ไม่ได้เล่นเพื่อไล่ โชเซ่ มูรินโญ่ อย่างแน่นอน เพียงแต่นักเตะเหล่านี้ เมื่อก้าวขาตัวเองลงบนฟลอร์หญ้า

พวกเขาไม่มีความสุข ไม่มีความสุขที่จะได้ลงเล่นไปตามแท็กติกของ มูรินโญ่ ไม่มีความสุขที่ไม่ได้วาดฝีเท้าในแบบที่ตัวเองถนัด ไม่มีความสุขเมื่อถูกส่งลงไปเล่นเกมรับ ทำให้นักเตะเหล่านั้น เล่นไปตามหน้าที่ เตะจบก็รับค่าจ้างกลับบ้าน ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับเกม ใจมันก็อยากชนะ แต่ในเมื่อมันไม่สามารถงัดศักยภาพที่มีออกมาใช้ได้ มันก็เล่นไม่ได้ดั่งใจตัวเองออกมา

แต่ปัจจุบัน พวกเขามีความสุขที่ได้ลงสนาม มีความสุขที่ได้เล่นฟุตบอลอย่างที่ตัวเองต้องการ โซลชา แทบไม่ได้มาเปลี่ยนแท็กติกอะไรมากมายเลยนะครับ เพียงแค่เขาพูดคำเดียวนั่นคือ “เล่นให้สนุก” เกมมันก็ออกมาดีขึ้นแล้ว ที่เหลือก็ปรับจูนรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น เราเลยเห็นความรวดเร็วในเกมบุกที่มากขึ้น บอลโยนที่น้อยลง นักเตะวิ่งกันมากขึ้น ทุกๆ คนกล้าเติมเกมบุก และลงมาช่วยเกมรับเพื่อแย่งบอลกลับมา มีการเปลี่ยนตำแหน่งโยกซ้ายขวากลาง และผลที่ออกมามันก็เลยยอดเยี่ยมแบบนี้


3.ระบบ 4-3-3 และ 11 ผู้เล่นตัวจริงที่ลงตัว

 

ตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลครึ่ง ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาสู่ทีม จริงๆ นับย้อนไปในยุค หลุยส์ ฟาน กัล ด้วยก็ได้ กี่ครั้งกันที่เราเห็น 11 นักเตะบนสนามเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาออกไป ฟาน กัล เป็นกุนซือที่ใช้นักเตะลงเล่นเยอะที่สุดในลีก เช่นเดียวกับ มูรินโญ่ ยิ่งรายหลัง นักเตะบางคนซื้อเข้ามากับมือ แต่ก็ดรอปเป็นสำรอง เพราะทำผลงานผิดพลาดแค่ครั้งเดียวในเกมนัดก่อนเท่านั้น บางรายเล่นได้พอใช้ แต่สถิติบนกระดาษออกมาไม่สวย

ก็ถูกจับนั่งเช่นกัน แต่บุคคลที่ค่าเหนื่อยแพงๆ กลับได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง แม้ผลงานจะดีหรือไม่ แต่อย่างหลังประเด็นนี้จางลงไป เพราะช่วงหลัง “น้ามู” ก็มีดรอปตัวผู้เล่นค่าตัวค่าเหนื่อยแพงออกไปบ้างเช่นกัน แต่สิ่งที่มันส่งผลร้ายคือเรื่องของความสม่ำเสมอ จริงอยู่การโรเตชั่นเป็นเรื่องดี แต่การที่โรเตชั่นทั้งๆ ที่นักเตะของคุณเองยังไม่มีความสม่ำเสมอในการเล่น มันยิ่งเป็นการทำลายตัวเองไปมากกว่า

แต่ โซลชา มาตั้งระบบ 4-3-3 ปกติ ประกอบกับความโชคดีที่ตอนเขามา ไม่ได้มีนักเตะให้เลือกใช้มากนัก เพราะนอกจากจะมีเรื่องการบาดเจ็บ ยังมี ลูกากู ที่ไม่อยู่ในช่วงแรก บางคนก็ร้างสนามไปนานนยังไม่ฟิต ทำให้ 11 ผู้เล่นที่ออกมา มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากยุค มูรินโญ่ เท่าไหร่หรอก แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อประกอบเอาข้อ 2 เข้ามาผนวกกับ 11 ผู้เล่นที่เขาส่งลงไป มันเลยกลายเป็นชุดผู้เล่นตัวจริงของ โซลชา ไปโดยปริยาย

เด เคอา เป็นผู้รักษาประตู กองหลังใช้ ลินเดอเลิฟ กับ ฟิล โจนส์ แบ็กขวา แอชลี่ย์ ยัง ซ้าย ลุค ชอว์ กองกลาง เนมานย่า มาติช, อันเดร เอร์เรร่า และ ปอล ป็อกบา 3 แนวรุก เจสซี่ ลินการ์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด เมื่อนักเตะได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง ความมั่นใจ ความคุ้นเคยบนสนามมันก็กลับมา นักเตะแต่ละคนที่โดนดองนานๆ ก็จะเริ่มกระสันอยากจะลงสนามเพื่อพิสูจน์ฝีเท้า มันกลับกลายเป็นเรื่องดีกว่าการโรเตชั่นบ่อยๆ เพราะถ้ามองอีกมุมหนึ่งถ้าหมุดเวียนนักเตะทุกเกม ผู้เล่นสำรองก็จะชะล่าใจด้วยการคิดว่าเดี๋ยวนัดหน้าก็ได้ลง

 

4.ป็อกบา แอนด์ เดอะ แกงค์

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้แท็กติกของ โซลชา สำเร็จผล คือการส่งทีม ป็อกบา ประกอบด้วยหัวหน้าป็อก กับ 3 ประสานแดนหน้าอย่าง ลินการ์ด, มาร์กซิยาล และ แรชฟอร์ด ซึ่งถ้าใครได้ติดตามนักเตะพวกนี้จะสังเกตได้ว่ามันเป็นแกงค์เดียวกัน เป็นผู้เล่นวัยไล่เลี่ยกัน ซึ่งนอกสนาม มันก็ส่งผลในสนามให้เข้าขารู้ใจกันไปด้วยแบบอัตโนมัติ การได้ประสานงานกันกับคนที่สนิท ย่อมส่งผลที่ดีให้กับพวกเขาเอง

นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุว่าทำไม ฆวน มาต้า กลับไม่ได้รับโอกาสก่อน ลินการ์ด ทั้งๆ ที่ถ้าดูจากช่วงก่อนหน้านี้ มาต้า คือคนที่ทำผลงานได้ดีกว่า ไม่เพียงแค่ ป็อก และผองเพื่อน ผู้เล่นที่เหลืออีก 7 คน ก็มีอีกหลายรายที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน ทำให้เวลาลงสนามพวกเขาสามารถพูดคุยกันได้อย่างไม่ติดขัด แม้ว่าวัฒนธรรมตะวันตก จะไม่ได้ถือกันเรื่องอายุ แต่มันก็ถือกันในเรื่องของซีเนียร์ – จูเนียร์ โดย โซลชา ก็ทำให้มันสมดุลย์ ด้วยการใส่นักเตะรุ่นใหญ่ไว้ในทีมด้วยเช่นกัน

ย้อนกลับมาที่ทีมของ ป็อกบา การที่เจ้าตัวเป็นลีดเดอร์ โดยมีเพื่อนชาวแกงค์อยู่ด้านหน้า และการได้ไฟเขียวจากผู้จัดการทีมให้เล่นได้อย่างมีอิสระ มันทำให้เกมรุกไหลลื่น เสียบอลก็พร้อมที่จะวิ่งไล่ไปแย่งบอลกลับมา เพื่อเอามาบุกต่ออย่างสบายใจ เพื่อนๆ เองก็พร้อมที่จะสนับสนุนเกมบุก พยายามหาโอกาสยิง พยายามหาจังหวะโชว์ทักษะเพื่อสร้างประโยชน์ให้ทีม พยายามคิดไอเดียในการบุกจังหวะต่างๆ ไม่ให้มันจำเจจนคู่แข่งจับทางได้

 

5.โชเซ่ มูรินโญ่

ปฏิเสธไม่ได้อีกเหมือนกันว่าการถูกอัปเปหิของ มูรินโญ่ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทีมกลับมามีผลงานที่ดีขึ้น ในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา มูรินโญ่ นอกจากจะวางแท็กติกให้ทีมเล่นฟุตบอลกันได้อย่างอึดอัด เขายังทำตัวเป็นนักเลงนอกสนาม ไล่จิกกัดวิจารณ์คนนั้นคนนี้ พูดเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น หาเรื่องลูกทีมตัวเอง อะไรก็ตามที่ทำให้บรรยากาศมันแย่ เขาทำมันทั้งหมด ก็ไม่รู้ว่านี่เป็นแผนของเขารึเปล่า

ล่าสุด พอล สโคลส์ มองว่า มูรินโญ่ อาจจะคุมทีมเพื่อไล่ตัวเอง ไม่ใช่นักเตะเล่นไล่โค้ชเสียอย่างงั้น สิ่งที่มูรินโญ่ทำบนสนาม มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ โซลชา ทำ และตรงกันข้ามกันสิ่งที่นักเตะออกมาพูดว่าเขาชอบแบบไหนอย่างสิ้นเชิง และอีกเรื่องสำคัญคือการทำทีมให้ ทีมลิเวอร์พูลมีผลงานดีกว่าแมนยูฯอย่างมากแบบหมดสิทธิ์เถียง

เรื่องนอกสนามเองก็เช่นกัน เขาไล่วิจารณ์นักเตะตัวเอง จับผิด ป็อกบา เล่นโซเชี่ยล เอามาฉะกลางสนามซ้อม ดรอปนักเตะที่เล่นไม่ดีอย่าง วาเลนเซีย แต่ดันเลือกดร็อปตอนนักเตะไปไลค์ไอจี โพสต์ที่เชียร์ให้เขาโดนไล่ออก ลามไปจนถึงแอบแซะบอร์ดบริหารอยู่บ่อยครั้ง เรื่องการใช้เงินซื้อนักเตะ ซึ่งทำไปทำมา มันก็เลยไม่มีอยู่ข้างเขาสักคน

ทำให้แอบคิดว่า ผีแดง คัมแบ็ค เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกเขาเอาชนะ ยัง บอยส์ ได้ด้วยประตูชัยนาทีสุดท้าย ที่เขาทุ่มโพเดี้ยม เอ๊ย!! ถังใส่ขวดน้ำ ไม่รู้ว่าดีใจสะใจที่ทีมชนะ หรือเซ็งที่ดันมาได้ประตูชัยกันแน่

Leave a Reply