สงคราม ชิงตัว ซานเชซ จุบจบ คนแพ้ หัวเราะ ดังกว่า

สงคราม ชิงตัว ซานเชซ ถ้าใครได้ตามข่าวสารในวงการฟุตบอลมาอย่างต่อเนื่อง คงจะทราบว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยสนใจที่จะซื้อ อเล็กซิส ซานเชซ มาตั้งแต่สมัยเจ้าตัวเหลือสัญญาปีสุดท้ายกับ อาร์เซน่อล แต่ช่วงซัมเมอร์ มันก็ต้องล่มลงไป มันเป็นเพราะ “ปืนใหญ่” ไม่ได้อยากขาย อยากใช้งานแข้งชาวชิลีต่อไป แถมยังต้องการต่อสัญญาด้วย

สงคราม ชิงตัว ซานเชซ
ทาง อเล็กซิส แม้จะไม่ออกมาพูด แต่ก็แสดงท่าทีให้เห็นตลอดว่าไม่ได้อยากอยู่ในถิ่น เอมิเรสต์ สเตเดี้ยม ต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม  มันเลยคาราคาซัง จนทำให้การย้ายไป ซิตี้ ของเจ้าตัวไม่เกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอด อาร์เซน่อล เองก็ทนกระแสไม่ไหว และต้องยอมปล่อย อเล็กซิส ออกจากทีมไปในเดือนมกราคม  แต่สิ่งที่มันเหนือขั้นกว่านั้นคือกลายเป็นว่าไม่ได้มีแค่ ซิตี้ ทีมเดียวเท่านั้น ที่สนใจ กลับมี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองที่ดันเข้ามาให้ความสนใจด้วย แถมทาง “ปีศาจแดง” ยังมีข้อเสนอล่อใจ เพราะพวกเขาตั้งใจจะเอา เฮนริค มคิตาร์ยาน เป็นข้อแลกเปลี่ยน

 

สุดท้าย อเล็กซิส ซานเชซ ก็ไปสวมเสื้อสีแดงในเมืองแมนเชสเตอร์ ไม่ได้สวมสีฟ้าแต่อย่างใด

ฝั่ง อาร์เซน่อล นอกจากได้เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เมเนียแล้ว พวกเขายังไปคว้า ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง เข้ามาประสานงานร่วมกัน เหมือนสมัยที่อยู่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อีกด้วย แล้วดูปัจจจุบันสิ พอมีการเปลี่ยนโค้ช เติมตัวผู้เล่นเพิ่มเข้ามา เริ่มจูนกันลงตัว สุดท้ายกลายเป็นอีกหนึ่งบิ๊กทีมที่น่ากลัวเอามากๆ

ฟากฝั่ง แมนฯ ซิตี้ หลังจากที่ผิดหวังพลาดตัว อเล็กซิสด้วยเหตุผลหลายประการ เพราะส่วนหนึ่งเอง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้เป็นกุนซือ ก็เหมือนจะตัดสินใจถอนสมอเรือเองด้วยเช่นกัน เรื่องนี่ทำให้ผมแปลกใจเล็กๆ อยู่เหมือนกัน ว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงยอมถอดใจง่ายๆ

เพราะส่วนหนึ่งมันเป็นการแข่งขันนอกสนามของคู่อริร่วมเมืองด้วยซ้ำ มันค่อนข้างจะเสียศักดิศรีไม่น้อยเลยแหละ แสดงว่า เป๊ป เองคงเห็นอะไรบางอย่าง ก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนเป้า ไปหา ริยาด มาห์เรซ ที่ก่อนหน้านั้นเคยวืดตัวไปหนึ่งที

 

สุดท้ายก็ได้ปีกชาวแอลจีเรีย มาในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ทุกๆ อย่างกลายเป็นลงตัวไปหมดสำหรับ ซิตี้

 

พวกเขามี ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ เลรอย ซาเน่ อยู่เป็นปีกทางฝั่งซ้ายใช้หมัด 1-2 ส่วนฝั่งขวาก็เป็น มาห์เรซ และ แบร์นาโด้ ซิลวา ที่บ่มเพาะมา 1 ฤดูกาลเต็มๆ โดย 4 คนนี้ก็อาจจะมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งกันตามสถานการณ์ เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่กำลังลงตัวสุดๆ

กลับมาทางฝั่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากได้ อเล็กซิส ซานเชซ เข้ามาเล่นเปียโนให้ฟัง ทุกๆ อย่างมันดูเสียกระบวนไปไม่น้อย11 ผู้เล่นตัวจริงในตอนนั้นของ โชเซ่ มูรินโญ่ เองก็ยังไม่ได้ลงตัวอะไรนัก แต่สิ่งที่สำคัญตอนนั้นคือ เจสซี่ ลินการ์ด กำลังเล่นได้ดี โดยใช้เขาเล่นปีกขวาบ้าง หน้าต่ำบ้าง สลับกับ ฆวน มาต้า ที่ก็พร้อมจะลงในทุกๆ ตำแหน่ง ขอแค่มีโอกาส

ส่วนฝั่งซ้ายก็เป็นหน้าที่ของ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล รับสัมปทานไป หลักๆ จะเป็นแบบนี้ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไหร่ เพราะแค่แบบนั้นก็เริ่มมีสะดุดให้เห็นกันบ้างแล้ว กับผลงานที่ออกมาช่วงนั้น เพียงแต่ยังคงรั้งอันดับ 2 ของตารางอยู่

แต่หลังจาก อเล็กซิส ก้าวเท้าเข้ามาในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็มีคำถามเกิดขึ้นตั้งแต่แรกอยู่แล้วโดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างๆ ว่าจะให้เขาเล่นตรงไหน หากฟอร์มตกอาจจะโดนแซวเป็น นักเตะเทพYoutubeเก่งแต่ในคลิปเล่นจริงไม่เอาไหน

 

แฟนบอลอย่างเราๆ ก็บอกว่าให้ลงๆ ไปเถอะที่ไหนมันก็เล่นได้ ถ้าตามหลักแล้วนักเตะที่เล่นปีก จะยืนฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา เขาก็สามารถเล่นได้ ในระหว่างเกมมันยังสลับกันยืนเลยด้วยซ้ำ

แต่กลับไม่ใช่สำหรับ อเล็กซิส!! ไม่ว่าจะเล่นตรงไหน แข้งเบอร์ 7 ของทีมกลับแสดงผลงานได้ไม่เข้าตา และมีประโยชน์ไปกว่าตัวรุกหรือปีกทางฝั่งซ้ายเลย ซึ่งมันเลยกลายเป็นหายนะให้กับทีมอย่างเห็นได้ชัด เพราะนักเตะที่ทุ่มเงินค่าเหนื่อยสูงที่สุดในทีม จะให้ไปนั่งสำรองมันก็กะไรอยู่ ยังไงมันก็ต้องเป็นตัวจริงอยู่แล้ว ขณะที่ แรชฟอร์ด กับ มาร์กซิยาล ก็ย้ายถิ่นฐานกันไป ซึ่งเจ้ากรรม มาร์กซิยาล เองก็ดันเป็นโรคเดียวกัน คือเล่นได้อยู่ฝั่งเดียว

ขณะที่ แรชฟอร์ด ก็เล่นได้ 2 ตำแหน่งคือกองหน้ากับซ้าย ทำให้ 2 รายนี้หมดประโยชน์ไปโดยปริยายเช่นกันเมื่ออยู่ฝั่งขวา ทำไปทำมา อเล็กซิส เองก็กลับไม่ได้เล่นดีอย่างที่ควรจะเป็น ผลงานต่างๆ ที่เคยทำมาสมัยอยู่กับ อาร์เซน่อล ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยเมื่อมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และหลังจากนั้น มูรินโญ่ ก็โรเตชั่นนักเตะมันทุกๆ เกม โดยเฉพาะตำแหน่งตัวรุกหลังกองหน้า

สุดท้ายทีมจบอันดับ 2 ได้สำเร็จ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการชูถ้วยแชมป์ใดๆ เลย แล้วหายนะมันก็มาเกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ การไม่ได้มี 11 ผู้เล่นตายตัวมาตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซีย มันก็บั่นทอนพละกำลังของนักเตะหลายต่อหลายคนเช่นกัน

ขณะที่ อเล็กซิส ที่ไม่ได้เล่นฟุตบอลโลก เพราะทีมชาติชิลี ไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย กลับก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเหมือนเดิม สุดท้ายมาจนถึงปัจจุบัน เขาก็ถูกดรอปเป็นสำรอง จะเห็นได้ว่าทีมที่ได้ตัว อเล็กซิส ไป ทั้งๆ ที่มีการยื้อแย่งถึง 3 เส้า กลับไม่ได้มีเส้นทางที่ราบรื่นเลย แต่ทีมที่ไม่ได้แข้งรายนี้ไป กลับเล่นกันได้สวยหรู เมื่อเปลี่ยนไปซื้อตัวอื่น

 

อเล็กซืส ซานเชซ และเสียงเปียโนอันไพเราะ

หรือว่าที่ เป๊ป ตัดสินใจถอนสมอเรือออก เพราะอาจจะมองว่า จะกลายเป็นแบบปัจจุบันหรือเปล่า?

เอาจริงๆ ในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกของปี 2017-18 ซึ่งเป็นครึ่งซีซั่นสุดท้ายของเขากับ อาร์เซน่อล มันก็ไม่ได้ออกมาสวยงามเท่าไหร่นัก ในลีกเจ้าตัวยิงได้ 7 จาก 19 นัดก็จริง แต่ถ้าดูฟอร์มแบบละเอียดแล้ว ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างเหมือนเมื่อฤดูกาลก่อนหน้านั้นเลย

บวกกับอายุที่ก็ปาไปถึง 29 ปีแล้ว จะหล่นลงจากจุดสูงสุดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจจะซื้อมาแล้วตกลงเลยก็ได้นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ เป๊ป มองเห็น แต่ มูรินโญ่ และทีมงาน “ปีศาจแดง” มองไม่เห็น  สุดท้ายพวกเขาหันไปหา มาห์เรซ ซึ่งแรกๆ อาจจะดูกระท่อนกระแท่น แต่พอได้รับโอกาสลงเล่น

และในช่วงนี้ที่ เควิน เดอ บรอยน์ เจ็บ ทำให้ แบร์นาโด้ ต้องไปยืนเป็นมิดฟิลด์ตรงกลาง เขาก็ได้เล่นอย่างต่อเนื่องมากขึ้น และสุดท้ายฟอร์มที่ดีก็ออกมา แม้จะไม่เด่น แต่ก็ไม่ดับ เท่ากับว่ามันกลายเป็นความผิดหวังเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถคว้าตัวนักเตะเป้าหมายที่เล็งไว้ได้ แถมยังเสียให้กับเพื่อนบ้านร่วมเมืองอีกต่างหาก แต่มันก็กลายเป็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นตามหลังมา

ได้ผู้เล่นที่อายุน้อยกว่า ค่าเหนื่อยที่ถูกกว่า และสุดท้ายก็สามารถเล่นได้เข้าขาเข้าระบบกับเพื่อนร่วมทีม จนมาถึงตอนนี้ สำหรับ แมนฯ ซิตี้ คงจะใช้คำว่า หัวเราะทีหลังดังกว่าได้ ส่วน เป๊ป ที่อาจจะดูเหมือนพ่ายแพ้ในตอนนั้น แต่เขากลับกลายเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้ภายหลัง แม้ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะไม่ได้ฟังเสียงเปียโนอันไพเราะในห้องแต่งตัวก็ตาม

Leave a Reply