ผลงาน หงส์แดง ปิดปากผี ปรากฏการณ์ มูรินโญ่ ยังต้องเงียบ

ผลงาน หงส์แดง ปิดปากผี

ผลงาน หงส์แดง ปิดปากผี ต่อไปนี้คือสถิติใหม่ที่เกิดขึ้นหลังศึก “แดงเดือด” ที่ แอนฟิลด์ ในนัดล่าสุด มีเรื่องราวให้จดจำกันอีกยาว เพราะเป็น ปรากฏการณ์ ที่ทำให้แฟนๆผีแดง จากที่เคยได้เฮมาตลอด อาจจะต้องซึมไปบ้างกับตัวเลขสถิติเหล่านี้

ความพ่ายแพ้ของ แมนฯ ยู

  • ผลจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ทำให้ แมนฯ ยู มีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล 19 คะแนน จากการออกสตาร์ทแค่ 17 เกม นับเป็นแต้มระยะห่างที่สุดของ 2 ทีมนี้ตั้งแต่เล่น พรีเมียร์ลีก
  • แมนฯ ยู โดนเจาะตาข่ายในลีกไปแล้ว 29 ประตู นับเป็นการออกสตาร์ทเสียประตูเยอะที่สุดในลีกสูงสุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1962-63
  • 29 ประตูที่ แมนฯ ยู เสียในซีซั่นนี้ ถือเป็นการเสียประตูที่ทำสถิติแซงทั้งฤดูกาลก่อนไปแล้วเรียบร้อย (ทั้งฤดูกาลเสีย 28 ประตู)
  • นับตั้งแต่ พรีเมียร์ลีก มีการเอาการจดบันทึกสถิติมาใช้อย่างเป็นทางการในปี 2003 แมนฯ ยู ไม่เคยปล่อยให้คู่แข่งได้โอกาสทำประตูถึง 36 ครั้งในเกมเดียว

เสมือนบอลทีมชาติเจอกับบอล อบต. ด้วยความเคารพ

ลิเวอร์พูล

ก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การดูแลของ โชเซ่ มูรินโญ่ เคยรอดพ้นความตายจาก แอนฟิลด์ มาได้ พวกเขาเดินสู่สงครามด้วยแท็คติกรถบัส โดยมีนักเตะที่ดีที่สุดเป็น ดาบิด เด เคอา! ไม่ใช่อีกแล้วในวันนี้ – ลิเวอร์พูล กลับมาอีกครั้ง และจัดการฉีกเนื้อ “ปีศาจแดง” ออกเป็นชิ้นๆ เยี่ยงฆาตกรโรคจิต

สมกับเป็นเกมแดงเดือดที่มีตำนานความแค้นมายาวนาน และถึงแม้ อลิซซง จะแจกของขวัญให้พวกเขาไปถึงดอก แต่ถึงกระนั้น ลิเวอร์พูล ก็ยังกลับมายำใหญ่ใส่พวกเขาในครึ่งหลังได้สำเร็จอยู่ดีใครบางคนเผลอสบฏออกมาว่า….สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า มันเหมือนข่มขืนกันชัดๆ แมนฯ ยู อาจจะเคยแพ้ ลิเวอร์พูล มาแล้วเยอะแยะ ตามประสากีฬาฟุตบอล

แต่มันไม่มีครั้งไหนที่มาตรฐานฟุตบอลของพวกเขาจะห่างชั้นกันไกลลิบโลกถึงเพียงนี้ ตอนนี้แต้มของ ยูไนเต็ด ใกล้กับโซนตกชั้นมากกว่าโซนลุ้นแชมป์เสียอีก ถ้านี่คือมวย มันก็คือการแพ้แบบเอาท์คลาสส์ สู้ไม่ได้ทุกรูขุมขน และนั่นก็ดูจะสอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นอย่างดีในช่วงหลังจบเกม

โชเซ่ มูรินโญ่

คนหยิ่งผยองอีโก้ทะลุปรอทอย่าง มูรินโญ่ ถึงขั้นยอมรับเสียงอ่อยว่า “พวกเขาเร็วมาก พวกเขาเล่นในจังหวะที่เข้มข้น พละกำลังของพวกเขายอดเยี่ยม และมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน พวกเขาเล่นในสปีด 200 ไมล์ต่อชั่วโมง ทั้งตอนมีและไม่มีบอล แค่ผมดู โรเบิร์ตสัน เล่นผมก็เหนื่อยแล้ว เขาสปรินท์ 100 เมตรได้ต่อนาที มันน่าเหลือเชื่อมาก คุณสามารถนำ ลิเวอร์พูล ชุดนี้ไปเทียบกับ ปอร์โต้ ของผมได้ นี่คือทีมที่ดีที่สุดของผมในแง่คุณภาพเกมรับ ทันทีที่เราเสียบอลเราจะวิ่งไล่เอาคืนเหมือนหมาบ้า และได้บอลกลับมาครองภายในไม่กี่วินาที

โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้ยิ่งใหญ่ “เดอะ สเปเชี่ยลวัน” หนึ่งเดียวในใต้หล้า กล่าวเอาไว้แบบนี้ และนี่ย่อมไม่ใช่บทสัมภาษณ์ที่จะออกจากปากแข็งๆ ของเขาได้บ่อยๆ ในขณะที่ ลิเวอร์พูล เร่งความเร็วประหนึ่งรถสปอร์ต แต่ แมนฯ ยู กลับยังโยกย้ายก้นช้าเป็นเต่า ประตูแรกที่พวกเขาเสียให้ มาเน่ และจังหวะเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายในครึ่งหลัง พวกเขาดูเซอร์ไพรซ์กับการช่วงชิงบอลอันรวดเร็วของ “หงส์แดง”

เจอร์เก้น คล็อปป์

มันเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับเกมนี้เลยด้วยซ้ำ อันที่จริงแล้ว พวกเขาเล่นเหมือนดั่งไม่เคยเห็นบอล เกเก้น เพรซซิ่ง ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทั้งๆ ที่แฟนบอลเค้ารู้จักกันทั้งโลก แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยรู้เลยหรือไงว่า ลิเวอร์พูล ชุดนี้ชอบเพรสสูงในแดนคู่แข่ง ? ตกลง แมนฯ ยู ชุดนี้นั้นรู้จัก ลิเวอร์พูล บ้างมั้ย ?

สุดท้ายแล้ว มูรินโญ่ ก็ยังไม่หลุดพ้นจาก “คอมฟอร์ตโซน” เดิมๆ ของตัวเอง เขาหันกลับไปยึดวิถีรถบัสอีกครั้ง และตอกย้ำให้ชัดขึ้นไปอีกด้วยการส่งแข้ง “แอนตี้ ฟุตบอล” อย่าง มารูยาน เฟลไลนี่ ลงมาตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง ไม่ต้องพูด แต่ใครดูก็รู้ว่า แมนฯ ยู จะเล่นบอลโด่งอีกแล้ว! จะหวังลมๆ แล้งๆ จากความสูงของ เฟลไลนี่ อีกแล้ว สไตล์ฟุตบอล Hit and hope แบบอังกฤษโบราณ

แดงเดือด

ผลงาน หงส์แดง ปิดปากผี นี่ไม่ใช่สิ่งที่บั่นทอนแฟนๆ “ผีแดง” อย่างเดียว หากแต่มันก็บั่นทอนผู้เล่นของตัวเองในสนามด้วยเช่นกัน ไม่มีใครเชื่อว่าแท็คติกแนวๆ แซม อัลลาไดซ์ แบบนี้จะใช้ได้ผล และต่อให้ ลิเวอร์พูล มีกองหลังที่กระจอกกว่า เดยัน ลอฟเรน พวกเขาก็จะป้องกันได้สบายๆ อยู่ดี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ประกาศตัวตนให้เราได้รู้ชัดๆ แจ่มแจ้งอีกครั้ง

ว่าพวกเขาเดินมาถึงทางตันแล้วจริงๆ เหลือเพียงแค่เศษซากเน่าเสียที่ไม่มีวันจะซ่อมได้ ผลกระทบของ บัสบี้ ซินโดรม เคยทำให้ แมนฯ ยู ถึงขั้นต้องร่วงตกชั้นมาแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับ “เฟอร์กี้ ซินโดรม” ซึ่งได้พาทีมมาถึงจุดที่ตกต่ำสุดๆ อย่างจริงจัง หากคนปากแข็งอย่าง มูรินโญ่ ยอมพูดยกธงขาวว่าทีมของเขาสู่ไม่ได้ มันคงแปลอะไรเป็นแบบอื่นไม่ได้อีก พวกเราเองก็หมดปัญญาจะเถียงใดๆ กับขุนพลชุดนี้ที่ไม่มีวันเข็นขึ้นแล้ว

คำถามที่น่าสนใจกว่าก็คือ แล้วทีมชุดนี้จะปิดฉากตัวเองในฤดูกาล 2018-19 ลงที่จุดไหน ? แล้วความตกต่ำที่เจออยู่นี้ คือจุดที่ต่ำสุดแล้วจริงๆ หรือไม่ เพราะถ้าหากมันยังเหลือ “ต่ำในต่ำ” กว่านี้ได้อีก….แฟนๆ “ปีศาจแดง” ก็เตรียมสวดมนต์ภาวนารอกันได้เลยครับว่าสิ่งที่ห่วยกว่านี้ มันจะเป็นความบัดซบอะไรที่กำลังรอพวกเขาอยู่อีก

Leave a Reply