5 กุนซือยอดแย่ ที่คัมแบ็กกลับมาทำผลงานจนไม่น่าจดจำ

กุนซือยอดแย่

หัวข้อบทความ

เรามาดูถึงการคัมแบ็ก ที่ไม่น่าจดจำ กลายเป็น กุนซือยอดแย่ มันก็คล้ายๆ กับวลีที่ว่า การเป็นแชมป์ ทำง่าย แต่การป้องกันแชมป์ นั้นเป็นอะไรที่ยากกว่า นั่นแหละครับ กุนซือที่สร้างความสำเร็จเอาไว้มากมาย มันอาจจะไม่ได้ยากไปกว่า การกลับมาแล้วสามารถทำได้เหมือนเดิม ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร

และยิ่งถ้าหากกลับมาในช่วงเวลาที่ทีมนั้นตกต่ำ มันก็ยิ่งยากมากๆ ที่จะฟื้นฟูให้สโมสรนั้นๆ กลับมาดีได้ดั่งเดิม เราจึงเห็นโค้ชหลายๆ คนนั้นไม่เลือกที่จะกลับไปซ้ำที่เก่า โดยเฉพาะพวกที่ทำไว้ได้ดีมากๆ ก่อนหน้านี้

แต่แน่นอนครับ กุนซือที่ไม่เลือกกลับถิ่นเกานั้นมีมากมาย แต่บรรดาโค้ชที่หาญกล้า ตัดสินใจรับงานเดิม ก็มีเช่นกัน

แต่กลับกลายเป็นว่ากลับมาแล้ว ทำไม่ได้อย่างที่เคยทำ เอาชื่อเสียงมาทิ้งไว้ กลายเป็นว่าแฟนบอลแทบจะลืมไปเลยว่าเคยสร้างความทรงจำดีๆ เอาไว้ในหนก่อนก็มี เราไปดูกันดีกว่า ว่ามีใครบ้าง ที่กลับมาแล้วไม่ได้ดีเหมือนเดิม

ย้อนรอย 5 กุนซือยอดแย่ กลับมาทำผลงานได้ไม่เหมือนเดิม

หลุยส์ ฟาน กัล

หลุยส์ ฟาน กัล – บาร์เซโลน่า (2002)

สมัยแรกที่เขาเข้ารับงานกับ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 1997 นั้นได้พาทีมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย ได้ โกปา เดล เรย์ อีกหนึ่งครั้ง ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเลย

แม้ว่าจะมีถ้วยติดไม้ติดมือให้แฟนบอลได้เฮ แต่เขาก็ไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายเท่าไหร่นักในถิ่น คัมป์ นู เขามีปัญหากับผู้เล่น และสื่อ รวมถึงแฟนบอล เรียกได้ว่าลามไปหมด

ไม่ว่าจะเป็นการพูดพาดพิงถึงผู้เล่นบางคน ที่ไม่ยอมทำตามปรัชญาของเขา ตัวอย่างเช่นกรณีของ ริวัลโด้ ที่ถูกจับไปเล่นเป็นปีกซ้าย ซึ่งเจ้าตัวนั้นต้องการเล่นในตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ตรงกลางมากกว่า

สุดท้าย เขาก็ออกจากทีมไปในปี 2000 หลังเสียแชมป์ให้กับ เดปอร์ดิโบ ลา คอรุนญ่า ก่อนจะแซะกับสื่อด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า “บรรดาเพื่อนๆ สื่อมวลชน ยินดีด้วยนะ ผมไปแล้ว”

แน่นอนว่าการจะกลับมาหนที่สอง นั้นเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะหลายๆ ฝ่ายก็ต่างไม่เห็นด้วยที่จะให้เขากลับเข้ามานั่งแท่นเป็นหัวเรือใหญ่ให้กับทีม

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายบอร์ดบริหาร ก็เลือกเขากลับมาในฤดูกาล 2002-03 เขาเซ็นสัญญาอยู่กับทีม 3 ปี แต่ก็ได้ใช้เวลาอยู่ในทีมเพียงแค่ 8 เดือน หลังจากพาทีมร่วงไปถึงอันดับ 12 ในซีซั่นนั้น ทำแต้มห่างกับจ่าฝูงถึง 20 คะแนน

ซึ่งโจทย์เก่าอย่าง ริวัลโด้ ก็ยังอยู่ในทีม เมื่อเขามาถึง ก็ทำการปล่อยตัวซูเปอร์สตาร์ชาวบราซิเลียนทิ้่งทันที ก่อนที่แข้งแชมป์โลก จะไปคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ เอซี มิลาน

ขณะที่เขาได้คว้าเอา กาอิซก้า เมนดิเอต้า, ฮวน ปาโบล โซริน ในแบบการยืมตัวเข้ามา และซื้อ ฮวน โรมัน ริเกลเม่ มาทดแทนตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ ซึ่งก็ลงเหวทั้งหมด สุดท้ายเขาก็ถูกไล่ออก และแน่นอนว่าคงจะไม่มีครั้งที่ 3 อีกแล้ว

เคนนี่ ดัลกลิช

เคนนี่ ดัลกลิช – ลิเวอร์พูล (2011)

นี่คือกุนซือคนล่าสุด ที่พาทัพ “หงส์แดง” เป็นแชมป์ลีกสูงสุดในประเทศได้เมื่อปี 1990 การได้แชมป์ลีก 3 สมัย นั้นเป็นอะไรที่แฟนบอลต่างยกย่องกันเป็นอย่างมาก เขาคือฮีโร่ของทีมทั้งในฐานะกุนซือ และนักเตะ

แต่การกลับมาในยุคสมัยใหม่ ที่ลีกสูงสุด ถูกเปลี่ยนมาเป็น พรีเมียร์ลีก มันก็เป็นเรื่องยากเกินไปที่ ดัลกลิช จะนำความยิ่งใหญ่มาให้กับทีมได้

มาถึงตรงนี้ แฟนๆ “หงส์แดง” อาจจะค้าน เพราะเอาจริงๆ แล้ว ในยุคของเขาที่กลับมานั้น ทีมก็ยังมีแชมป์ติดมือกับฟุตบอล ลีก คัพ เมื่อฤดูกาล 2011-12 ซึ่งผมเห็นด้วยครับ ดัลกลิช ในรอบสอง ล้มเหลวมากขนาดนั้นเลยหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่ แค่เล็กน้อยเท่านั้น

20 ปีต่อมา ที่ ดัลกลิช กลับมาอยู่ในถิ่น แอนฟิลด์ ในฐานะผู้จัดการทีม มันไม่ง่ายเลย เขาต้องรับหน้าที่ต่อจาก รอย ฮ็อดจ์สัน และต้องบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ ลิเวอร์พูล นั้นไม่นิ่งเอาเสียเลย

นักเตะในทีมนั้นก็มีเพียงไม่กี่คนที่พอจะพึ่งพาได้ หลุยส์ ซัวเรซ และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยังคงแบกทีมจนหลังแอ่น สุดท้าย ทีมจบเพียงอันดับ 8 ของตาราง แพ้ไปถึง 14 เกมจาก 38 นัด

แต่ในการแข่งฟุตบอลถ้วย ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ค่อนข้างดี น่าเสียดายที่ไปพลาดท่าพ่าย เชลซี 1-2 ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ

ยังดีที่ได้แชมป์ ลีก คัพ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเหนื่อยพอตัว กว่าจะล้ม คาร์ดิฟฟ์ ได้ เพราะต้องไปวัดกันถึงการดวลลูกจุดโทษ ทั้งๆ ที่ทีมจากเวลส์ ในตอนนั้น เป็นเพียงสโมสรจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เท่านั้น

สุดท้าย เขาผู้ซึ่งเป็นสุดยอดตำนานคนหนึ่งของทีม ก็ถูกไล่ออก ก่อนจะไปคว้าเอา เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน

กิเก้ ซานเชซ ฟลอเรส

กิเก้ ซานเชซ ฟลอเรส – วัตฟอร์ด (2019)

เมื่อ ฟลอเรส ได้ก้าวเท้าลงมาในถิ่น วิคาเรจ โร้ด เกมแรกในการพบกับ อาร์เซน่อล เขาถูกแฟนบอลตั้งความหวังเอาไว้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาที่เขาได้คุมทัพ “แตนอาละวาด” เมื่อปี 2015 เขาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ผู้เล่นอย่าง ทรอย ดีนี่ย์ และ โอเดี้ยน อิกาโล่ คือคู่หูกองหน้าที่อันตราย เขาไม่ต้องพาทีมไปดิ้นรนหนีตกชั้นใดๆ จบอันดับ 13 ของตารางสวยๆ

ในการแข่งขัน เอฟเอ คัพ เขาก็พาทีมเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะไปแพ้ให้กับ คริสตัล พาเลซ 1-2 มันเป็นซีซั่นที่ประสบความสำเร็จมากๆ สำหรับทีมเล็กๆ อย่าง วัตฟอร์ด

หลังจากเสมอกับ “ปืนใหญ่” ในเกมแรกที่เขาคัมแบ็กกลับมา ด้วยการตามหลัง 0-2 แต่ตีเสมอ 2-2 ได้สำเร็จ แฟนบอลก็เริ่มมีความหวังว่าเขาจะช่วยทีมฟื้นกลับมาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่

แต่มันก็ไม่เป็นดังหวัง พวกเขาแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบถล่มทลาย 0-8 โดนยิง 5 ประตู ตั้งแต่ 15 นาทีแรก หลังจากนั้นเขาคุมทีมไปทั้งสิ้น 12 นัด ชนะ 2 เสมอ 4 แพ้ไป 6 ยิงได้เพียง 9 ประตู สุดท้ายเขาก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

โชเซ่ มูรินโญ่

โชเซ่ มูรินโญ่ – เชลซี (2013)

นี่อาจจะไม่ได้ขึ้นชื่อว่าาเป็นการคัมแบ็กที่ล้มเหลว แต่ต้องบอกว่ามันเป็นการกลับมาเพื่อทำให้ไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้วมากกว่า

หลังจาก มูรินโญ่ กลับมายัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ลืมเรื่องราวเก่าๆ ทั้งหมดทิ้งไป และกลับมาจูบปากกับ โรมัน อับราโมวิช อีกครั้ง ทุกๆ อย่างนั้นกลับมาแฮปปี้ จนถึงขั้นเปลี่ยนฉายาตัวเอง จาก เดอะ สเปเชี่ยล วัน เป็น เดอะ แฮปปี้ วัน กันเลยทีเดียว

ในเรื่องของผลงาน อย่างที่เราเห็นกัน เขาสามารถพาทีมกลับมาเป็นแชมป์ลีกได้อีกครั้งในฤดูกาล 2014-15 จากผลงานอันยอดเยี่ยมของ ดิเอโก้ คอสต้า และ เชส ฟาเบรกาส ซึ่งในตอนนั้นสไตล์ “รถบัส” ของเขาก็ขึ้นชื่อเป็นอย่างมาก

ทุกๆ อย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั้งเมื่อเขาได้ต่อสัญญายาว 4 ปี มันเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครหาคำตอบได้เลย ซีซั่นถัดมา เหตุการณ์ที่เชื่อกันว่าแฟนบอลชาวไทยจำกันได้ดี คือข้อพิพาทระหว่างเขากับแพทย์สโมสรอย่าง เอวา การ์เนโร่

กุนซือชาวโปรตุกีส ไม่พอใจที่หมอเอวา และ จอน เฟิร์น นักกายภาพของทีม ลงไปปฐมพยาบาล เอแด็น อาซาร์ ในเกมนัดแรกของฤดูกาล ที่พบกับ สวอนซี ซิตี้ ซึ่งทำให้ตอนนั้นทีมจะต้องเหลือ 9 คน เพราะ อาซาร์ จะต้องถูกนำตัวไปนอกสนาม ขณะที่ทีมในตอนนั้นเหลือ 10 คนจากการที่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ โดนใบแดง

เฮียมู ไม่แฮปปี้เสียแล้ว เขามองว่าจังหวะนั้น อาซาร์ ไม่ได้เจ็บจริง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปเพื่อดูอาการ เนื่องจากผู้ตัดสินนั้นต้องทำตามกฎ โดยให้ผู้เล่นไปพักข้างสนามช่วงเวลาหนึ่ง

หลังจากนั้น เรื่องราวก็บานปลายใหญ่โต หมอเอวา ถูกปลดจากการเป็นแพทย์ประจำทีม พร้อมกับมีข้อพิพาทต่างๆ ลามไปจนถึงการเหยียดเพศโน่นเลย

ซึ่งหลังจากนั้น ผลงานของทีมก็ไม่ได้ดีด้วยอีกเช่นกัน ไม่รู้ว่านักเตะเล่นไล่โค้ช หรือไม่ดีจริงๆ มันกลายเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในซีซั่นนั้น เขาถูกไล่ออก ขณะที่ทีมอยู่ในอันดับ 16 ของตาราง มีแต้มเหนือโซนตกชั้นเพียงคะแนนเดียว

ที่มันน่าคิดคือในฤดูกาลต่อมา อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามารับงานต่อ กลับพา เชลซี คว้าแชมป์ได้อย่างสวยงาม…

เควิน คีแกน

เควิน คีแกน – นิวคาสเซิ่ล (2008)

คีแกน พาทัพ “สาลิกาดง” เลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีก เมื่อปี 1993 ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม ชนะ 16 เสมอ 6 และแพ้ไปเพียงเกมเดียวเท่านั้น

ซึ่งหลังจากนั้น นิวคาสเซิ่ล ก็ถือว่าทำผลงานได้น่าประทับใจ จนมาถึงฤดูกาล 1995-96 เขาพาทีมออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม จนทีมนั้นมีแต้มนำหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึง 10 คะแนน ก่อนเข้าสู่ช่วงคริสต์มาส

เท่านั้นไม่พอ ในเดือนมกราคม นิวคาสเซิ่ล นำไปถึง 12 คะแนน ด้วยแต้มที่ห่างขนาดนั้น ทำให้เขาดันไปห้าว ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะดีใจมากๆ ถ้าเราเอาชนะพวกเขาได้ ผมจะแฮปปี้มาก”

เมื่อจบฤดูกาล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ ด้วยการทำแต้มทิ้ง นิวคาสเซิ่ล 4 คะแนน วลีดังกล่าว กลายเป็นที่ถูกพูดถึง ติดอันดับต่างๆ ในการรวมเหตุการณ์เอาไว้มากมาย

แต่อย่างน้อย นิวคาสเซิ่ล ก็สามารถจบด้วยการเป็นรองแชมป์ได้นะครับ ถือว่ายอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก เขาได้สร้างนักเตะดีๆ เอาไว้หลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เลส เฟอร์ดินานด์, ดาวิด ชิโนล่า, ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า รวมถึง แอนดี้ โคล และ อลัน เชียร์เรอร์ เป็นค่าตัวสถิติด้วย

แต่สุดท้าย เขาก็ต้องแยกทางกับทีมไป ด้วยการตัดสินใจลากออกในปี 1997

แต่ที่แย่กว่า คือการกลับมาหนที่สองของเขาในถิ่น เซนต์ เจมส์ พาร์ค ในปี 2008 ซึ่งแน่นอนว่าเขาได้รับการต้อนรับอย่างดีจากแฟนบอล

แต่ผลงานกลับไม่ได้ดีขึ้น 8 เกมผ่านไป ก็ยังไม่ชนะ ซึ่งยังดีที่ในช่วงโค้งสุดท้ายยังสามารถกระเตื้องผลงานกลับมา และพาทีมจบอันดับ 12 ได้

แต่ที่มันเป็นปัญหากว่านั้น คือการมีปัญหากับ ไมค์ แอชลี่ย์ เนื่องจากเจ้าผู้บริหารเฮงซวย (ตามที่แฟนบอล นิวคาสเซิ่ล บอก) ดันไปดึงเอา เดนนิส ไวส์ เข้ามาเป็นผู้อำนวยการฟุตบอล และ โทนี่ ฮิเมเนซ รองประธานสโมสร เข้ามาจัดแจงเรื่องการซื้อตัวผู้เล่น

สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว การซื้อตัวที่ไม่ต้องการ การขายนักเตะโดยยังไม่ได้ถามความสมัครใจ ทุกอย่างมันทำให้เขาตัดสินใจยุตติบทบาทกุนซือ “สาลิกาดง” รอบที่สอง ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 8 เดือน

“คิงเคฟ” แยกทางกับทีมไปพร้อมกับเงิน 2 ล้านปอนด์ เป็นค่าชดเชยความเสียหายที่เขาได้รับจากเจ้าของสโมสรในช่วงที่คุมทีม พร้อมกับประโยคเด็ดที่เป็นจริงจนถึงทุกวันนี้ว่า สโมสร นิวคาสเซิ่ล จะไม่มีทางก้าวไปสูงกว่านี้ ถ้ายังมีเจ้าของเป็น ไมค์ แอชลี่ย์

ในปี 2013 คีแกน ได้พูดเอาไว้ว่า ตราบใดที่ นิวคาสเซิ่ล ยังคงมี ไมค์ แอชลี่ย์ เป็นเจ้าของ เขาจะไม่กลับมาเหยียบสโมสรแห่งนี้อีก ซึ่งน่าสนใจว่าในตอนนี้ เรื่องราวการซื้อสโมสรของเจ้าชายจากซาอุดิอาระเบีย กำลังเข้มข้น และมีโอกาสเกิดขึ้น เราอาจจะได้เห็น คีแกน รีเทิร์นกลับมารอบที่ 3 ก็เป็นได้

ทั้งนี้ต้องการติตามข่าวสาร ข่าวบอล ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ ข่าวเด็ด ข่าวดัง ข่าวร้อน ในวงการลูกหนังสามารถเข้ามาอ่านได้ที่นี่ ทุกวัน พร้อมอัพเดทข่าวใหม่ๆทันเหตุการณ์ให้ไม่ว่าจะเป็น เชลซี เกมอุ่นเครื่อง ปรีซีซั่น ก่อนเอาจริง หรือจะเป็นสถิติที่น่าสนใจต่างๆ

หลังจากอ่านข่าว สนใจสมัครสมาชิกแทงบอลฟรีกับ เว็บพนันที่ดีที่สุด และมีความน่าเชื่อถือ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าจะเลือกเล่นกับเว็บไหนดี รับรองมีคำตอบให้แน่นอน

Tags
จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ซาดิโอ มาเน่ ซาร์รี่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ นิวคาสเซิล บาร์ซ่า บาร์เซโลนา บาเลนเซีย ปอล ป็อกบา ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ปีศาจแดง ปืนใหญ่ พรีเมียร์ลีก ฟาบินโญ่ มาร์กซิยาล มูรินโญ่ ลินการ์ด ลิเวอร์พูล ลิโอเนล เมสซี่ วูล์ฟแฮมป์ตัน หงส์แดง อังเคล ดิ มาเรีย อาร์เซนอล อินเตอร์ มิลาน เจดอน ซานโช่ เจมส์ แมดดิสัน เจอร์เก้น คล็อปป์ เชลซี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เรอัล มาดริด เลสเตอร์ ซิตี้ เอฟเวอร์ตัน เอเมรี่ แจ็ค กรีลิช แมนฯ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แรชฟอร์ด แลมพาร์ด แฮร์รี่ เคน โควิด-19 โชเซ่ มูรินโญ่ โซลชา โรเมลู ลูกากู ไบรท์ตัน